
1. Drop hammer เป็นวิธีการดั่งเดิมที่ใช้ในวงการก่อสร้างมาอย่างยาวนาน การตอกในลักษณะนี้จะประกอบไปด้วยปั้นจั่นขนาดใหญ่ และลูกตุ้มที่สามารถยกขึ้นลงได้ตามระดับที่ต้องการ โดยใช้เส้นลวดสลิงหรือเครื่องกว้านเป็นตัวยกลูกตุ้มขึ้นตามระยะที่กำหนด แล้วปล่อยลงมายังเสาเข็ม
โดยลูกตุ้มที่ใช้ต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเสาเข็ม (ในกรณีที่เป็นเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก) วิธีการนี้สามารถใช้ตอกเสาเข็มได้ทุกประเภท และมีค่าใช้จ่ายต่ำ
2. Steam hammer การตอกเสาเข็มในลักษณะนี้จะประกอบไปด้วยกรอบเหล็ก วางเป็นรางให้ลูกตุ้มสามารถวิ่งขึ้นวิ่งลง ซึ่งจะใช้วิธีการบังคับลูกตุ้มให้เคลื่อนไหวด้วยการระเบิดของไอน้ำ แรงอัดอากาศ หรือ สร้างแรงดันไฮดรอลิค เพื่อยกน้ำหนักลูกตุ้มให้สูงตามต้องการ แล้วปล่อยให้ตกกระแทกอย่างอิสระ
เมื่อระบบทำงานการตอกจะมีระยะคงที่และสม่ำเสมอ การตอกในลักษณะนี้สามารถใช้ตอกเสาเข็มได้ทุกประเภท มีประสิทธิภาพสูง และสร้างความเสียหายในพื้นที่ข้างเคียงน้อยกว่าการตอกแบบ Drop hammer
3. Water jet การตอกในลักษณะนี้ คือ การฝังท่อเข้าไปในเสาเข็ม จากนั้นทำการอัดน้ำแรงดันสูงลงไปตามท่อ โดยน้ำจะถูกส่งไปยังปลายของเสาเข็ม ซึ่งแรงดันของน้ำจะทำให้ดินรอบๆ ปลายเสาเข็มหลวม ทำให้เสาเข็มสามารถจมลงในพื้นดินด้วยน้ำหนักของตัวมันเองซึ่งการตอกในลักษณะนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เป็นดินกรวดและดินทราย หรือเสาเข็มที่ออกแบบให้สามารถรองรับน้ำหนักที่ปลาย ไม่เหมาะในบริเวณที่เป็นดินเหนียว และดินตะกอน เพราะจะทำให้บริเวณรอบๆ เสาเข็มนั้นเป็นน้ำโคลน
4. Jacking การตอกเสาเข็มในลักษณะนี้ ต้องตอกบริเวณที่มีระยะยกไม่สูงมาก หรือเป็นบริเวณที่ไม่เกิดการสั่นสะเทือน วิธีนี้ต้องใช้การตอกแบบ Hydraulic Jack หรือ การกด เสริมเข้าไปด้วย เพื่อกดเสาเข็มให้จมลงในพื้นดิน โดยเสาเข็มที่ใช้อาจเป็นเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือ ท่อเหล็กท่อน